คำว่า Trust กับ Touch ออกเสียงคล้ายกันมาก แต่ความหมายต่างกันโดยสิ้นเชิง

เพราะ Trust คือการเข้าถึงจิตใจ ทำให้ผู้บริโภคเกิดความเชื่อมั่นในสินค้า

ตามมาด้วยความภักดี (Loyalty) จะอย่างไร ก็จะซื้ออยู่ดี

 

ในขณะที่ Touch ทำได้แค่การสัมผัส หยิบจับขึ้นมาดู แต่ไม่รู้จะซื้อหรือเปล่า

เพราะผู้บริโภคไม่ได้รู้สึกอะไรมากไปกว่าการหยิบจับภายนอก

หากแคมเปญไม่สามารถทำให้ผู้บริโภครู้สึก Trust กับสินค้าได้

สินค้าอาจอาจกลายเป็น Touch Down.... ได้เช่นกัน

 

เหมือนนักการเมืองที่พูดโน้มน้าวใจประชาชนเพื่อให้เลือกตนเป็นผู้แทน

เมื่อไหร่ที่เกิดความผิดพลาดหรือทำไม่ได้อย่างที่คาดหวัง

แน่นอนว่า คะแนนความเกลียดชังจะรุนแรงมากกว่าความรู้สึกดีๆ หลายเท่า

 

การทำตลาด แต่ละช่องทาง มีคำถามที่ต้องตอบให้ได้อยู่ 3 ข้อคือ

  1. จุดแข็งของสินค้าคืออะไร
  2. ความต้องการของผู้บริโภคอยู่ตรงไหน
  3. อะไรที่มีความสัมพันธ์กันมากที่สุด
 
ตอบ 3 ข้อนี้ให้ได้ค่ะ แล้วเราจะเจอ Trust Point ที่จะทำให้สินค้าอยู่ในใจผู้บริโภคได้นาน

แคมเปญจะช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้ามากขึ้น ถ้าคุณหา Trust Point ของผู้บริโภคเจอ

 

 

 

วันนี้ไม่มีเกริ่นนำ ไม่อ้ำอึ้ง เพราะช่วงนี้งานเยอะมาก ถึงได้หายไปนาน และที่สำคัญ กำลังจะย้ายบ้านและนะ www.pleplejung.com จดโดเมนไว้หลายเดือนแระ แต่ยังไม่มีเวลาแต่งบ้านให้สวยๆ เลยค่ะ อยากแชร์ความคิดและเรียนรู้จากประสบการณ์จริงอยู่เหมือนกัน โลกเปลี่ยนไปเร็วเนอะ การตลาดก็ต้องทำงานให้ไวขึ้น

 

ใครมีความสามารถและสงสารเปิ้ลจังตัวน้อยๆ ตาตี่ๆ ก็อาสากันมาเลยค่ะ twitter.com/pleplejung


image

 

 ในสมัยโบราณที่ประเทศจีนมีตัวประหลาดเรียกว่า “ซานเซียว” รูปร่างคล้ายคนแคระแต่วิ่งรวดเร็วมาก ทุกปีเวลาใกล้ปีใหม่ ตัวซานเซียวจะมาขโมยของกินในหมู่บ้าน ชาวบ้านจะวิ่งขับไล่แต่ไม่ทัน หรือถ้าทันจับตัวซานเซียวได้ ผู้ที่จับต้องตัวซานเซียวจะเจ็บป่วยทำให้คนไม่กล้าสู้กับตัวซานเซียว

วันหนึ่งชาวบ้านออกไปตัดไม้ไผ่ และหุงข้าวโดยเอาปล้องไม้ไผ่เป็นฟืน ระหว่างที่กำลังหุงข้าวอยู่นั้น ตัวซานเซียวกลุ่มหนึ่งก็มาพบและตรงเข้ามาจะหยิบข้าวของกิน ชาวบ้านต่างตกตะลึงด้วยความกลัว ทันใดนั้นปล้องไม้ไผ่ที่โดนไฟก็ปะทุระเบิดมีเสียงดัง ตัวซานเซียวทั้งกลุ่มสะดุ้งตกใจพากันหยุดนิ่งไม่กล้าเข้ามา ชาวบ้านจึงโยนปล้องไม้ไผ่เข้าที่กองไฟอีก เกิดเสียงปล้องไม้ไผ่แตกดังเป็นระยะ พวกซานเซียวก็พากันวิ่งหนีไปด้วยความกลัว

ตั้งแต่นั้นมาเมื่อถึงเทศกาลปีใหม่ที่พวกตัวซานเซียวจะลงมาขโมยของกิน ชาวบ้านก็จัดหาปล้องไม้ไผ่ไว้เป็นจำนวนมากและเอาใส่กองไฟ เพื่อให้เกิดเสียงปะทุดังขับไล่พวกซานเซียว

ต่อมาก็ได้มีการนำดินประสิวบรรจุในปล้องไม้ไผ่เล็ก ๆ แล้วนำไปเผาไฟเพื่อให้ระเบิดและเป็นควัน เพื่อขับไล่ตัวซานเซียวและภูตผีร้ายตลอดจนสรรพโรคภัยต่าง ๆ และมักจะจุดในช่วงเทศกาลปีใหม่

 
 
 
ที่มา http://educationsurin.wordpress.com

ถังจวง (เสื้อคอจีน)

 

เสื้อคอจีนมีชื่อเรียกในภาษาจีนว่า "ถังจวง" ที่จริงแล้วชื่อเรียกนี้เป็นชื่อที่เริ่มเรียกโดยชาวต่างชาติ เนื่องจากราชวงศ์ถังของจีนเป็นยุคสมัยที่เจริญรุ่งเรืองจนมีชื่อเสียงขจรไปไกลถึงต่างแดน ดังนั้นในสมัยต่อๆ มาชาวต่างชาติจึงเรียกคนจีนว่า "ถังเหริน" หรือคนถัง ย่านที่พักอาศัยของชาวจีนหรือไชน่าทาวน์ในประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศอาเซียนและในยุโรปก็เรียกว่า "ถังเหรินเจีย" หรือถนนของคนถัง และชาวจีนโพ้นทะเลเองก็เรียกตัวเองว่า "ถังเหริน" เช่นกัน ที่เรียกกันเช่นนี้ก็เป็นเพราะราชวงศ์ถังเป็นราชวงศ์ที่ชาวจีนภาคภูมิใจมาตั้งแต่สมัยโบราณนั่นเอง ต่อมาจึงมีการเรียกเสื้อผ้าแบบโบราณของจีนที่คนถังในย่านถังเหรินเจียสวมใส่ว่า "ถังจวง" หรือชุดถัง ซึ่งที่จริงแล้วถังจวงไม่ใช่ชุดในสมัยราชวงศ์ถังแต่อย่างใด แต่เป็นชุดของสมัยราชวงศ์ชิงตอนปลาย

 

ถังจวงหรือเสื้อคอจีนดัดแปลงมาจากเสื้อนอกของชายในสมัยปลายราชวงศ์ชิง แบบเสื้อถังจวงมีลักษณะเด่น 4 ประการคือ

1. คอเสื้อตั้ง โดยเปิดคอเสื้อด้านหน้าตรงกลางไว้

2. แขนเสื้อและตัวเสื้อเป็นผ้าชิ้นเดียวกัน จึงไม่มีรอยตะเข็บต่อระหว่างแขนเสื้อและตัวเสื้อ

3. สาบเสื้อเป็นแนวตรงหรือแนวเฉียง

4. กระดุมเสื้อเป็นกระดุมแบบจีนซึ่งประกอบด้วยเม็ดกระดุมที่ใช้ผ้าถักเป็นปมและห่วงรังดุม

 

นอกจากนี้ยังมีลักษณะเฉพาะอื่นๆ เช่น ผ้าที่ใช้ส่วนใหญ่เป็นผ้าแพรปักลายหรือผ้าต่วน สีเสื้อมีให้เลือกหลากหลาย โดยมากจะมีสีแดงสด สีแดงคล้ำ สีแดงน้ำตาล สีน้ำเงินไพลินและสีกาแฟเป็นหลัก นอกจากนี้ยังมีสีเหลืองสว่าง สีเหลืองทอง สีเขียวมรกต สีดำและสีทองด้วย

 
 
ฉีผาว (ชุดกี่เพ้า)

 


ฉีผาว หรือ กี่เพ้า เป็นชุดที่ดัดแปลงมาจากชุดของหญิงชาวแปดกองธงในสมัยราชวงศ์ชิง กี่เพ้าเป็นเครื่องแต่งกายที่เกิดจากการหลอมรวมเป็นหนึ่งของชนชาติต่างๆ ของจีนและถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมการแต่งกายของชาวจีน กี่เพ้าเป็นงานตัดเย็บที่รวมเอาศิลปะหลายแขนงไว้ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นหัตถกรรมการปักลวดลาย ภาพดอกไม้และนกหรือภาพอื่นๆ ซึ่งล้วนสะท้อนให้เห็นถึงเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของจีน

ากดูตามความหมายของตัวอักษรจีน ฉีผาวหรือกี่เพ้านั้นโดยมากมักหมายถึงชุดเสื้อคลุมยาว เมื่อผ่านวิวัฒนาการมาหลายยุคหลายสมัยจนมาถึงสมัยราชวงศ์ชิง จึงได้มีการตีความหมายจากตัวอักษรคำว่าฉีผาวว่าหมายถึงชุดเสื้อคลุมยาวที่ชาวกองธงทั้งชายและหญิงสวมใส่ ("ฉี" แปลว่า ธง "ผาว" แปลว่า ชุดเสื้อคลุมยาว) แต่ชุดกี่เพ้าในยุคต่อมานั้นพัฒนามาจากชุดเสื้อคลุมยาวที่หญิงชาวแปดกองธงสวมใส่

ต่อมาหญิงชาวฮั่นได้แต่งตัวเลียนแบบหญิงชาวแมนจู ในทางกลับกันหญิงชาวแมนจูและหญิงชาวมองโกลก็แต่งตัวเลียนแบบหญิงชาวฮั่นเช่นกัน การเลียนแบบกันไปมาทำให้เกิดการผสมผสานระหว่างการแต่งกายของหญิงชาวแมนจูและหญิงชาวฮั่น การแต่งกายของหญิงสองชนชาติจึงคล้ายคลึงกันมากขึ้นตามลำดับ

จากนั้นจึงค่อยๆ พัฒนาเป็นกลายชุดกี่เพ้ายุคแรกที่เป็นที่นิยมทั่วประเทศจีน ต่อมาเมื่อเครื่องแต่งกายแบบตะวันตกแพร่หลายเข้ามาในประเทศจีน ก็ได้มีการดัดแปลงชุดกี่เพ้าให้เข้ากับลักษณะเด่นของชุดแบบตะวันตกกลายเป็นชุดกี่เพ้าแบบใหม่ที่เรียบง่ายและแพร่หลายสู่คนทั่วไปมากขึ้น

ชุดกี่เพ้าในปัจจุบันเป็นชุดที่ออกแบบไปตามแฟชั่นมากขึ้น แต่สีของชุดกี่เพ้าก็ยังคงเป็นสีแบบชุดกี่เพ้าโบราณ เช่น ชุดกี่เพ้าที่ใช้สีแดงสด สีเขียวสดและสีฟ้าสดตัดกับสีแดงและสีดำ นอกจากนี้ยังมีการนำผ้าหลายชนิดมาใช้ในการตัดเย็บและมีรูปแบบหลากหลายให้เลือก ไม่ว่าจะเป็นชุดกี่เพ้าสั้น ชุดกี่เพ้ายาว หรือชุดกี่เพ้าที่ออกแบบตามฤดูกาลทั้งสี่ ได้แก่ ฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน ฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาว 

 
 
 
พี่ค๊าบ ขอเงินซื้อกี่เพ้าใส่หน่อยค๊าบ จะได้ไปขออั่งเปาไงค๊าบบบบบ
 
 
 
ที่มา : http://thai.cri.cn


การส่งดอกไม้วันวาเลนไทน์

ดอกกุหลาบ ถูกใช้เป็นสิ่งแทนใจสำหรับคู่รักมานาน แต่ละสีแต่ละชนิด มีความหมายต่างกัน 

  • กุหลาบ> ความรักที่แสนสุข
  • กุหลาบป่า> จริงใจ
  • กุหลาบตูม> สารภาพความรัก
  • กุหลาบไม่มีหนาม> สำหรับความรักครั้งแรก

  • กุหลาบแดง (Red Rose) : จะใช้ในความหมายแทน ประโยคที่ว่า "ฉันรักเธอ"
  • กุหลาบขาว (White Rose) : กุหลาบขาวแทนความหมายแห่งความรักอันบริสุทธิ์
  • กุหลาบชมพู (Pink Rose) : มักถูกใช้แทนความรักแบบโรแมนติก และความเสน่หาต่อกัน
  • กุหลาบเหลือง (Yellow Rose) : สีเหลืองเป็นสีแห่งความสดใส แทนความรักแบบเพื่อน

ก่อนจะให้ดอกกุหลาบใคร อย่าดูแค่ความหมายนะ กรุณาดูด้วยความ เค้าแพ้เกสรดอกไม้หรือเปล่า มิฉะนั้น จะกลายเป็นดอกโศกได้นะจ๊ะ

 

การมอบช็อกโกแลตในวันวาเลนไทน์

วาเลนไทน์ในประเทศญี่ปุ่น ผู้หญิงไม่ได้มอบช๊อกโกแลตให้แต่ชายคนรักเท่านั้นนะ แต่เพื่อนร่มงาน เจ้านาย เพื่อนชาย หรือแม้แต่พี่น้อง รวมถึงพ่อ ผู้หญิงก็จะมอบช๊อกโกแลตให้เช่นกัน เพื่อไม่ให้ผู้ชายที่ไม่ได้ช๊อกโกแลตเสียหน้าว่าไม่มีใครให้ช๊อกโกแลตในวันวาเลนไทน์เลย

"Giri-choco" เป็นช๊อกโกแลตที่ผู้หญิงมักมอบให้ผู้ชายที่ไม่ได้รู้สึกพิเศษด้วย หรือให้ตามมารยาท แต่สำหรับชายในฝันเค้ามักจะมอบ "honmei-choco" พร้อมกับของขวัญชิ้นพิเศษกับผู้ชายที่ชื่นชอบหรือแอบรักอย่างจริงจัง

 

ช็อกโกแล็ตวาเลนไทน์ตามราศีเกิด

 

 

ราศีเมษ
ต้องเลือกแบบที่หรูหราหน่อย เพราะชาวราศีเมษต้องการสิ่งที่ดีที่สุดเสมอสำหรับพวกเขา 

ราศีพฤษภ
ชาวราศีพฤษภชอบช็อกโกแล็ตที่ใจกลางนุ่ม เช่น สอดไส้คาราเมลนี่เลิฟอย่าบอกใครเชียว

ราศีเมถุน
ชาวราศีเมถุนจะชอบช็อโกแล็ตที่พกไปทานได้ง่ายๆ เพราะเป็นคนไม่อยู่กับที่ ชนิดที่เป็นแบบเม็ดเล็กๆ แล้วกดออกมาทานทีละนิดจะเวิร์กมาก

ราศีกรกฎ 
ไม่ว่าจะเป็นช็อกโกแล็ตแบบไหน ชาวราศีกรกฎก็ชอบไปหมด เรียกว่าใบหน้าจะเต็มไปด้วยรอยยิ้มทุกครั้งที่ได้รับ

ราศีสิงห์ 
มีเคล็ดนิดหน่อยเวลาจะให้ช็อกโกแล็ตชาวราศีสิงห์ คุณต้องมีวิธีการให้แบบเซอร์ไพส์ หรือจู่โจมถึงจะสร้างความประทับใจได้

ราศีกันย์ 
คุณต้องแน่ใจว่าช็อกโกแล็ตที่จะให้สะอาด แสดงส่วนผสมชัดเจน และอยู่ในหีบห่อสวยงาม แล้วก็ต้องเป็นแบบที่เก็บไว้ได้นานาๆ ด้วยเพราะเขาจะกินมันครึ่งนึง แล้วเก็บที่เหลือไว้ในตู้เย็นอีกเป็นเดือน

ราศีตุลย์ 
ชาวราศีตุลย์ชอบอะไรๆ ที่เป็นคู่ ดังนั้นคุณควรสร้างความประทับใจ ด้วยการหาซื้อช็อกโกแล็ตให้เขากล่องหนึ่ง แล้วก็สำหรับตัวเองเหมือนกันอีกกล่องด้วย

ราศีพฤศจิก
ชาวราศีนี้เป็นคนที่ชอบกินช็อกโกแล็ตมาก โดยเฉพาะแบบที่ค่อนข้างเหลวหน่อย เพราะมีวิธีการกินที่ไม่เหมือนใคร ต้องค่อยๆ เลียเหมือนกินไอศครีม

ราศีธนู
ชอบช็อกโกแล็ตแบบฝรั่งเศสเป็นที่สุดเลย ไม่รู้ว่าแบบฝรั่งเศสเป็นยังไงก็เลือกดูที่ Made in France แล้วกัน

ราศีมังกร
พวกนี้ชอบแต่ของที่ดีที่สุด และก็แพงที่สุดเท่านั้น ประเภทว่าถ้าไม่เริ่ดที่สุดก็ไม่มีทางแล

ราศีกุมภ์ 
ไม่ต้องเอาอันที่ใหญ่มากนักหรอกนะ เล็กๆ ก็พอ ชาวราศีนี้ชอบอะไรที่ค่อนข้างจะกุ๊กกิ๊กน่ารัก

ราศีมีน
ชาวมีนชอบช็อกโกแลตแบบที่มีรวมกันหลายรสหลายแบบ เพราะเป็นคนชอบแบ่งให้คนอื่นกินได้ด้วย

 

เค้าคงไม่มีเวลาไปซื้อช๊อกโกแลตให้ใครหรอกนะ แต่ถ้าใครอยากให้ช๊อกโกแลตเค้าก็ยินดีนะ รับรองว่าจะไม่แบ่งใครกินเลยด้วย อิอิ Smile

 

ที่มา 

http://wikipedia.org

http://horoscope.sanook.com

ประวัติวันวาเลนไทน์

posted on 30 Jan 2011 16:19 by pleplejung

 
14 กุมภา วาเลนไทน์ ของทุกปีก็เป็นวันที่หลายคนรอคอย หรือเป็นวันที่มีความหมายวันหนึ่งสำหรับคู่รักทั่วโลก ประวัติวันวาเลนไทน์ วันวาเลนไทน์ มีประวัติอย่างไร มาดูกัน

วันนักบุญวาเลนไทน์ (Saint Valentine's Day) หรือที่เป็นที่รู้จักว่า วันวาเลนไทน์ (Valentine's Day) ตรงกับวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ของทุกปี เป็นวันประเพณีที่คู่รักบอกให้กันและกันทราบเกี่ยวกับความรักของพวกเขา โดยการส่งการ์ดวาเลนไทน์ ซึ่งโดยมากจะไม่ระบุชื่อ วันนี้เริ่มเกี่ยวข้องกับความรักแบบชู้สาวในช่วงยุค High Middle Ages เรื่องของ วันวาเลนไทน์ นี้ มีมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 3 ณ กรุงโรม หรืออาณาจักรโรมัน ในยุคของจักรพรรดิคลอดิอุสที่สอง (Claudius II) โดยที่จักรพรรดิพระองค์นี้ มีนิสัยชอบกดขี่ข่มเหงผู้อื่น เขาได้สั่งให้ชาวโรมันทุกคน สักการะนับถือพระเจ้า 12 องค์ โดยผู้ที่ขัดขืนคำสั่งจะถูกทำโทษ รวมทั้งห้ามยุ่งเกี่ยวกับพวกคริสเตียนด้วย แต่นักบุณวาเลนตินุส (Valentinus) - valentine มีความเลื่อมใส ศรัทธาต่อพระคริสมาก เขาได้กล่าวไว้ว่า แม้กระทั่งความตายก็ไม่สามารถ เปลี่ยนความคิดของเขาได้ เขาจึงได้ถูกขังคุก

ช่วงอาทิตย์สุดท้ายในชีวิตของเขานั้น ได้มีสิ่งแปลกประหลาดเกิดขึ้น ขณะที่เขาถูกคุมขังอยู่นั้น ผู้คุมขังได้ขอให้วาเลนตินุส สอนลูกสาวเขาซึ่งตาบอดด้วย จูเลียเป็นคนสวยแต่น่าเสียดายที่เธอตาบอดตั้งแต่แรกเกิด วาเลนตินุสได้เล่าเรื่องประวัติศาสตร์ต่าง ๆ สอนเลข และเล่าเรื่องพระเจ้าให้เธอฟัง จูเลีย สามารถรับรู้สิ่งต่าง ๆ ในโลกนี้ได้ โดยคำบอกเล่าของ วาเลนตินุส เธอเชื่อใจเขาและเธอมีความสุขมากเมื่ออยู่กับเขา

วันหนึ่งจูเลียถามวาเลนตินุสว่า “ถ้าเราอธิษฐาน พระผู้เป็นเจ้าจะได้ยินเราไหม” เขาตอบ “พระองค์เจ้า จะได้ยินเราแน่นอน ท่านได้ยินเราทุกคน” จูเลียกล่าว “ท่านทราบหรือไม่ว่า ข้าอธิษฐานขออะไรทุก ๆ เช้า ทุก ๆ เย็น....ข้าหวังว่า ข้าจะได้มองเห็นโลก เห็น ทุก ๆ อย่างที่ท่านเล่าให้ข้าฟัง” วาเลนตินุสจึงบอก “พระเจ้ามอบแต่สิ่งที่ดีที่สุดให้แก่ทุกคน เพียงแค่เรามีความเชื่อมั่นในพระองค์ท่าน เท่านั้นเอง”

จูเลีย ผู้ซึ่งมีความเชื่อมั่นในพระผู้เป็นเจ้า จึงได้คุกเข่า กุมมือ อธิษฐานพร้อมกับวาเลนตินุส และในขณะนั้นเอง ก็ได้มีแสงสว่างลอดเข้ามาในคุก และสิ่งมหัศจรรย์ก็ได้เกิดขึ้น จูเลียค่อย ๆ ลืมตา พระเจ้า.....เธอมองเห็นแล้ว!!!!! เขาและเธอจึงกล่าวขอบคุณต่อพระเจ้า และเรื่องมหัศจรรย์เรื่องนี้ ได้แพร่หลายไปทั่วราชอาณาจักร

ในคืนก่อนที่วาเลนตินุสจะสิ้นชีวิต โดยการถูกตัดศีรษะ
เขาได้ส่งจดหมายฉบับสุดท้ายถึงจูเลีย โดยลงท้ายว่า - From Your Valentine - เข้าสิ้นชีพในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 270 หลังจากนั้น ศพของเขาได้ถูกเก็บไว้ที่โบสถ์พราซีเดส (Praxedes) ณ กรุงโรม จูเลียได้ปลูกต้นอามันต์ หรืออัลมอลต์สีชมพู ไว้ใกล้หลุมศพของวาเลนตินุส แต่ผู้เป็นที่รักของเธอ โดยในทุกวันนี้ ต้นอามันต์สีชมพูได้เป็นตัวแทนแห่งรักนิรันดร์และมิตรภาพอันสวยงาม

ประวัติ วันวาเลนไทน์ นี้เป็นเรื่องเล่าต่อๆกันมาจนถึงปัจจุบัน
เท่าที่ค้นหามาได้นี้เป็นเพียงหนึ่งในหลาย ๆ เรื่องเท่านั้น ไม่ว่าประวัติที่แท้จริงจะเป็นอย่างไรก็ตาม แต่ในปัจจุบันนี้ เราได้ถือว่า วันวาเลนไทน์ เป็นวันสำคัญวันหนึ่งในประวัติศาสตร์เลยทีเดียว คุณสามารถส่งดอกไม้ ขนมและการ์ด เพื่อบอกความนัยในแก่คนที่พิเศษของคุณ วาเลนไทน์ นี้จะเป็นวันที่เราส่งความรู้สึกดี ๆ ให้แก่กัน สำหรับคู่รักทั่วโลก

นักบุญวาเลนไทน์

นักบุญวาเลนไทน์นักบุญวาเลนไทน์ ทำให้จักรพรรดิที่โรมเกิดความสำนึก และผู้พิพากษาได้กลับใจมาเป็นคาทอลิกเพราะท่านนักบุญทำให้บุตรสาวของเขาหาย จากตาบอด วาเลนไทน์ บวชเป็นพระสงฆ์ที่กรุงโรมและได้เป็นพระสังฆราชในเวลาต่อมา ท่านได้ถูกจับโดยคำสั่งของจักรพรรดิโกลดิโอที่ 2 เพราะท่านขึ้นชื่อลือเด่นในทางบำเพ็ญฤทธิ์กุศลหลายประการขั้นแรกจักรพรรดิ ทรงซักถามวาเลนไทน์ด้วยความมักรู้มักเห็น แต่ต่อมาทรงรู้สึกสนพระทัยในคำสอนของคริสตัง
 
ที่สุดพระองค์ตรัสว่า : "คำสอนของบุรุษผู้นี้ฟังแล้วจับใจจริง ๆ" แต่ในขณะที่พระองค์ทรงเริ่มมีความเชื่อ ท่านผู้ว่าราชการกรุงโรมก็จัดให้ผู้พิพากษานายหนึ่งเข้ามาซักถามท่านวาเลน ไทน์ ผู้พิพากษาคนนี้เยาะเย้ยท่านในเรื่องที่คริสตังชอบกล่าวว่า “พระคริสต์ทรงเป็นองค์ความสว่างของโลก” ลูกสาวของผู้ พิพากษาคนนี้ตาบอด วาเลนไทน์ได้ทำอัศจรรย์ให้หาย อัสเตริอุส ผู้พิพากษาจึงกลับใจเชื่อถึงพระเยซูคริสตเจ้า เมื่อเห็นดังนั้น ท่านผู้ว่าราชการเกิดความอิจฉา และต้องการกำจัดท่านวาเลนไทน์ จึงจับท่านวาเลนไทน์ไปขังไว้ในคุกมืด แล้วใช้ไม้เป็นปุ่มเป็นตาเฆี่ยนท่านอย่างสาหัส ที่สุดนำท่านไปตัดศีรษะ นักบุญวาเลนไทน์ เป็นองค์อุปถัมภ์ของชาวเมืองตารัสก็อง (ภาคใต้ของฝรั่งเศส)

คิวปิด (Cupid)

สัญลักษณ์หนึ่งของวันวาเลนไทน์ คนทั่วไปรู้จักคิวปิด - Cupid ในภาพของเด็กน่ารักที่มีปีก มือถือคันธนูกับลูกศรและมีชื่อเสียงในเรื่องการยิงศรรักปักหัวใจของใครต่อใคร ศรรักของคิวปิด หมายถึงความปรารถนาและอารมณ์แห่งความรัก คิวปิด จะเล็งลูกศรไปที่พระเจ้าและมนุษย์เพื่อทำให้พระเจ้ากับมนุษย์รักกัน คิวปิดมักจะมีบทบาทในการเฉลิมฉลองความรัก
 
ในกรีกโบราณ "คิวปิด" เป็นที่รู้จักกันในชื่อว่า เอโรส ลูกชาย แอฟโพไดท์ เทพธิดาแห่งความรักและความสวยงามแต่สำหรับพวกโรมัน เขาคือ คิวปิด และแม่ของเขาคือ วีนัส เธอเป็นเทพธิดารูปงามในนิยายกรีกโบราณมีปีกเป็นผีเสื้อ และเพราะความงามนี้เองที่ทำให้ วีนัส อิจฉา นางจึงได้สั่ง คิวปิด ให้ลงโทษว่าที่ลูกสะใภ้ แต่ คิวปิด ตกหลุมรักเธอเกินกว่าที่จะทำตามความต้องการของแม่
 
ดังนั้น แทนที่จะลงโทษเธอ คิวปิด กลับเอาเธอเป็นภรรยาเสียเลย แต่เนื่องจาก ไซคี มิได้เป็นอมตะ เธอจึงถูกห้ามมิให้มองเขา หลังจากตกเป็นภรรยาของคิวปิด แล้ว ไซคี ก็มีความสุขเรื่อยมา (ก็แหงละ) จนกระทั่งพี่สาวของเธอได้รบเร้าให้เธอมองคิวปิด ทันทีที่เธอมองคิวปิด คิวปิดก็ลงโทษเธอด้วยการทิ้งเธอไปทันที พร้อมกันนั้นปราสาทและสวนอันสวยงามของเธอก็ต้องมลายหายไปด้วย หลังจากนั้นไซคี ก็พบว่าตัวเองอยู่ตามลำพังในทุ่งโล่งแห่งหนึ่งซึ่งไม่มีร่องรอยของสิ่งมีชีวิตอื่นๆหรือ คิวปิด ปรากฏให้เห็นเลย
 
ในขณะที่เธอออกเดินทางค้นหาคนรักของเธอนั้น เธอก็มาถึงวิหารของ วีนัส โดยบังเอิญ เมื่อ วีนัส เทพธิดาแห่งความรักพบว่า ไซคี ยังมีชีวิตอยู่ เธอก็ปราถนาที่จะ ทำลาย ไซคี ด้วยการให้งานที่หนักและอันตรายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ งานสุดท้ายที่ ไซคี ได้รับ คือ เธอได้รับกล่องใบหนึ่งมาและได้ถูกสั่งให้ลงไปยังใต้โลกเพื่อเอา ความงามของ โพรเซอร์พีน ภรรยาของ พลูโต ใส่กล่องใบนี้มา
 
ในระหว่างที่เธอเดินทางอยู่นั้น เธอก็ได้รับคำแนะนำให้รู้จักการหลีกเลี่ยงอันตรายจากอาณาจักรแห่งความตาย นอกจากนั้นแล้ว เธอยังได้ถูกเตือนมิให้เปิดกล่องใบนั้นอีกด้วย แต่เพราะทนไม่ไหวหรือเพราะความอยากรู้อยากเห็น เธอได้เปิดกล่องใบนั้น แต่แทนที่จะพบกับความงาม เธอกลับต้องหลับเป็นตาย
 
ต่อมา คิวปิด ได้มาพบร่างอันไร้ชีวิตของเธอบนพื้นดิน เขาจึงได้นำเอาอาการหลับเป็นตายออกจากร่างของเธอและนำมันไปเก็บไว้ในกล่อง หลังจากนั้นคิวปิด ก็ได้ให้อภัยเธอเช่นเดียวกับ วีนัส เมื่อเทพเจ้าทั้งหลายเห็นความรักที่เธอมีต่อคิวปิด จึงได้ตั้งให้เธอเป็นเทพธิดาองค์หนึ่ง
 
ปัจจุบันนี้รูป คิวปิด แผลงศรเป็นสัญลักษณ์แห่งความรัก เป็นเหมือนโลโก้ของเทศกาลวาเลนไทน์ เมื่อไหร่ที่ คิวปิด แผลงศรออกมา อาการ "สติวปิ้ด"1 จะเกิดขึ้นในคนที่ถูกศีีักปักอกทันที สังเกตุได้จากคนที่เทียวรับส่งดอกไม้ ช๊อคโกแลต และสิ่งของ "พัฒนาการจิตใจ" เมื่อไหร่ที่สถานะเพื่อนเปลี่ยนไปเป็นแฟน เมื่อนั้นหล่ะ อาการ "สติวปิ้ด"1 ได้ครอบงำผู้นั้นอย่างสมบูรณ์แล้ว
 
 
PS... "สติวปิ้ด" มาจากภาษาอังกฤษที่แปลว่า "โง่"  บ่อยครั้งที่พี่ตูน บอดี้แสลม มักบอกแฟนเพลงว่า.. ความร๊าก มานทำให้ตาบอด ไม่มอง ไม่เห็น ความจริง ที่แท้ เป็นไง ทำไมไม่เข้าใจ!!!
 
 
อาการตาบอด ทำให้ความสามารถในการมองเห็นข้อบกพร่องของคนรักลดลง
 
 
โปรดอ่านคำเตือนและคู่มือก่อนจีบกันทุกครั้ง

 

 

 

ที่มา http://www.pantown.com

 
 
เงินแต๊ะเอีย หรือ อั่งเปา แปลว่า ซองแดง โบราณเรียกเงินนี้ว่า เงินเอี๊ยบส่วยจี๊ "เอี๊ยบ" แปลว่า กด , อัด , ห้าม "ส่วย" แปลว่า อายุ ผู้ใหญ่มักแจกเด็กๆ ในวันตรุษจีนหรืองานมงคล 
 
เอี๊ยบส่วยจี๊ เป็นดั่งหนึ่งเงินมงคลคุ้มครองชะตา ตามตำรา 100 ธรรมเนียมจีนโบราณ บอกว่า ดั้งเดิมนิยมให้กันในวันสิ้นปี ผู้ใหญ่จะเอาเหรียญทองแดง 100 อัน ร้อยด้วยด้ายแดง ผูกเป็นพวงให้เด็กในวันก่อนวันตรุษจีนหรือวันสิ้นปีนั่นเอง เรียกเงินพวกนี้ว่าเอี๊ยบส่วนจี๊ โดยมีลูกเล่นเล็กๆ ว่า ส่วนที่แปลว่าอายุนี้ พ้องเสียงกับคำว่า ส่วย ที่แปลว่าผี ปีศาจ และคำว่า ซวย เอี๊ยบส่วย หรือ เอี๊ยบซวย จึงแปลว่า ห้ามความซวยหรือผี ปีศาจมาสู่ 
 
เงินร้อยด้ายแดงทั้งพวง ดั้งเดิมเด็ก ๆ คงห้อยไว้กับเชือกผูกเอว เกิดคำว่า แต๊ะเอีย แปลว่า ถ่วงเอว บางบ้านมีการวางส้มสีทองและลิ้นจี่ไว้ที่หมอน แล้วให้เด็ก ๆ รับประทานก่อนนอนในคืนวันตรุษจีน เรียกผลไม้นี้ว่า เอี๊ยบส่วยก้วย เพื่ออวยพรให้โชคดี ซึ่งคนจีนในไทยไม่ได้นำธรรมเนียมวางเอี๊ยบส่วยก้วย ไว้ที่หมอนให้ลูกหลานทาน แต่จะเป็นการนำส้มสีทองหรือ ไต้กิก 4 ผล ไปมอบให้แก่ผู้ใหญ่หรือญาติมิตรที่นับถือกันมากกว่า เรียกธรรมเนียมนี้ว่า ไป๊เจีย 
 
โดยมีเคล็ดธรรมเนียมว่า เมื่อเรารับส้ม 4 ผล ที่ห่อในผ้าเช็ดหน้า ก็ให้นำมาเปลี่ยน โดยนำส้มของแขกออกมา 2 ใบ แล้วใส่ส้มของเราเข้าไปแทน 2 ใบ ผูกห่อผ้าเช็ดหน้าคืนแขกไป ดังนั้นส้มสีทอง 4 ผลนี้ ก็จะมีส้มของแขก 2 ใบ กับของเราอีก 2 ใบ ถือเป็นการนำโชคดีมามอบให้และแลกเปลี่ยนโชคกันด้วย 
 
ส่วนเงินสิริมงคลนั้น เรียกว่า เงินเอี่ยมเส่งจี่ หมายถึงเหรียญเงินที่พิชิตความไม่ดี คำเต็มๆ คือ จับยี่แซเสี่ยวเอี่ยมเส่งจี๋ เป็นเงินเหรียญรูป 12 ปีนักษัตร สำหรับเป็นเครื่องรางคุ้มครองทุกดวงชะตาให้สันติสุขปลอดภัย 
 
ต่อมาเงินเอี๊ยบส่วยจี๋ ที่เป็นเหรียญ 100 อันร้อยเชือกแดงก็ดี เป็นเงินเอี่ยมเส่งจี๋ 12 นักษัตรก็ดี ก็พัฒนาเป็นการให้ธนบัตรใหม่ๆ ใส่ซองแดง เรียกว่า เงินอั่งเปา หรือ เงินแต๊ะเอีย สืบมาโดยคำนึงว่าเงินเอี๊ยมส่วยจี๋ได้หายไป หากเคล็ดการให้ก็ยังคงเพื่ออวยพรนั่นเอง เพื่อให้เป็นสิริมงคลแก่ผู้รับว่า "อวยพรให้แข็งแรงเติบโตอายุยืน"
 
ถ้าเป็นผู้ใหญ่ให้เด็กเล็ก ๆ นี่คือการอวยพรให้เจ้าตัวน้ยเจริญเติบโตแข็งแรง ถ้าเป็นผู้ใหญ่ให้ลูกหลานที่ทำงานแล้ว ก็เพื่ออวยพรให้เจริญก้าวหน้าสุขภาพแข็งแรง 
 
หากเป็นลูกที่ทำงานแล้วให้พ่อแม่ ก็คือเพื่ออวยพรให้ท่านแข็งแรงอายุยืนยาว โดยการที่ลูกให้พ่อแม่ และพ่อแม่ให้ลูกนั้น ต้องเป็นเงินของใครของมัน ไม่ใช่ว่าลูกให้พ่อแม่ เมื่อพ่อแม่รับเงินอั่งเปาจากลูกก็ส่งคืนเงินทั้งซองกลับไป แต่ต่างฝ่ายต่างควรเตรียมเงินของตนไว้ให้เรียบร้อย 
 
เมื่อได้รับอั่งเปาเรียบร้อยแล้ว ธรรมเนียมต่อไปคือ การเที่ยวและอยู่พร้อมหน้าครอบครัว 
 
 
แต่ส่วนใหญ่แล้ว เมื่อได้เงินแต๊ะเอียมา ส่วนใหญ่มักหมดไปกับ ของขวัญวาเลนไทน์
 
พี่ค๊าบ ขออั่งเปาหน่อยค๊าบบบบบบบ
 
 
 
ที่มา: http://variety.teenee.com



ไหว้เทพเจ้าแห่งโชคลาภ เสริมมงคลชีวิตและกิจการ

ชาวจีน ถือว่าวันแรกเดือนแรก หรือวันขึ้น 1 ค่ำเดือน 1 ตามปี ปฏิทินจีนเป็น ′วันขึ้นปีใหม่′ หรือเรียกเป็น ภาษาจีนว่าวันชิวอิกซึ่งปีนี้ตรงกับวันพฤหัสบดีที่ 3 ของเดือนกุมภาพันธ์ 2554

ตามธรรมเนียมจีน นอกจากการไหว้เจ้าและไหว้บรรพบุรุษแล้ว สิ่งหนึ่งที่คนไทยเชื้อสายจีนและคนทั่วไปสนใจกันมากในช่วงเทศกาลตรุษจีนนี้ก็คือ"การไหว้แก้ชงและการสะเดาะเคราะห์เสริมมงคลชีวิต"

เพราะความเชื่อที่ว่า ปีนักษัตรสามารถส่งผลต่อชีวิตคนเรา ถ้าปีใดเป็นปีนักษัตรที่สมพงษ์กับปีเกิดของตน ในปีนั้น ๆ ชีวิตก็เป็นไปอย่างราบรื่น แต่หากปีใดเป็นปีนักษัตรที่ขัดแย้งกับปีเกิดตัวเอง แน่นอนว่า ปีนั้นชีวิตอาจมีอุปสรรค ติด ๆ ขัด ๆ ไม่ได้ดั่งใจ

ตรุษจีนปีนี้ ตรงกับปีเถาะ(กระต่าย) ตามตำราจีนแล้วเถาะขัดแย้งกับระกา(ไก่) มะโรง(มังกร) ชวด(หนู) และมะเมีย(ม้า) ปีนี้จึงถือว่าเป็นปีชงสำหรับผู้ที่เกิดใน 4 ปีนักษัตรที่กล่าวมา พลังอานุภาพของปีเถาะอาจมีผลต่อชะตาชีวิตของผู้ที่เกิดปีชงในปีนี้

เช่น คนเกิดปีไก่ อาจเผชิญกับอุปสรรค หรือถูกกระทบกระทั่ง เกิดเหตุร้าย อุบัติเหตุและโรคภัยได้ง่าย เพราะดวงชะตาจะเป็นปฏิปักษ์ หรือปะทะกับเถาะ เช่นเดียวกับคนที่เกิดปีมะโรง ฉะนั้นเป็นไปได้ว่า ปีนี้จะประสบกับการขัดขวางจากบุคคลที่ซ่อนเร้นไม่เปิดเผย หรือถูกให้ร้าย เกิดคดีความ และอาจมีโอกาสเสียทรัพย์สิน

ปีชวดซึ่งมีความสัมพันธ์ขัดแย้งเบียดเบียนกับเถาะ มีแนวโน้มจะถูกรบกวน บั่นทอน ทำให้เกิดความไม่มั่นใจ หงุดหงิดง่าย งานขลุกขลักจากเรื่องไม่เป็นเรื่อง คนปีมะเมียจะมีดวงชะตาที่ขัดแย้งแตกหักกับเถาะ ฉะนั้นมีโอกาสเกิดทะเลาะเบาะแว้ง หุ้นส่วนแตกคอ หย่าร้าง เกิดฟ้องร้อง และมีความบาดหมางเกิดขึ้นง่าย

"ทั้งนี้ทั้งนั้น คนเราเกิดมาแล้วก็อย่าไปวิตกอะไรมากเกินไป ทุกอย่างมีทางแก้ไข อย่างคนเกิดปีชง เพื่อความสบายใจในการดำรงชีวิต ตามตำราและความเชื่อจะบอกวิธีปฏิบัติในการไหว้แก้ชงและการสะเดาะเคราะห์อย่างเป็นเรื่องเป็นราว ส่วนคนที่ไม่ได้เกิดปีชงก็ปฏิบัติได้ เพราะการไหว้ด้วยศรัทธาและใจบริสุทธิ์จะช่วยให้ชีวิตเป็นสุข"

 

การแก้ชงมี 2 วิธี 

 

วิธีแรก คือการไปขอพรจากเทพประจำนักษัตร  ปีเถาะ (ซิม-เบ้า) และเทพเจ้าประจำนักษัตรปีจอ (เปี้ย-สุก) ที่วัดหรือศาลเจ้าจีนตามแต่สะดวก เช่น วัดมังกรกมลาวาส (เล่งเน่ยยี่) ศาลเจ้านาจา    อ่างศิลา ชลบุรี ฯลฯ ขอให้นักบวชทำ กาล้อ โดยนำงึ่งเตี๋ย (กระดาษไหว้เจ้าชั้นเทพขึ้นไป) มาปัดตัวหัวจดเท้า ปัดออก 12 ครั้ง ความหมายคือปัดสิ่งไม่ดีออกไป แล้วขอรับพรดี ๆ เข้ามา

วิธีที่สอง คือการขอความช่วยเหลือจาก ′คนดวงเฮง′ ประจำปีนี้คือคนเกิดปีจอ (เฉพาะผู้ที่เกิด พ.ศ. 2489 และ พ.ศ. 2549) ซึ่งจะช่วยแก้ชงได้ เพราะมีดวงสมพงษ์กัน โดยให้ผู้ที่เกิดปีจอมอบ   สิ่งของวัตถุหรือสัญลักษณ์ตัวแทนตัวเองให้แก่ผู้ที่เกิดปีชง เพื่อนำไปขอพรต่อ  จากวัดหรือศาลเจ้าจีน ถ้าจะพกติดตัวตลอดปีก็ดีเหมือนกัน

ส่วนการไหว้ที่ชาวจีนให้ความสำคัญที่สุดในเทศกาลตรุษจีนคือ การไหว้เทพเจ้าแห่งโชคลาภ (ไฉ่ซิงเอี้ย) ซึ่งเป็นเทพที่ถูกกล่าวขานมากที่สุด โดยเฉพาะเทพฝ่ายบู๊หรือ′เจ้ากงหมิง′ นายพลที่มีวิชาอาคมแก่กล้า สำเร็จวิชาไสยเวทย์บนเทือกเขาง้อไบ๊ หน้าตาถมึงทึงหนวดแข็งบาน มือหนึ่งถือกระบองปราบปิศาจร้าย อีกมือถือถังเงินถังทองวิเศษ ท่วงท่ายืนบนหลังเสือ ดูแล้วเปี่ยมไปด้วยอำนาจ เชื่อกันว่า หากกราบไหว้จะร่ำรวยและมีอำนาจบารมี 

ล่าสุดกระแสองค์กรต่าง ๆ เช่น มูลนิธิเมาไม่ขับ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง สสส. ฯลฯ ที่พยายามเตือนให้ผู้ใช้รถใช้ถนนในวันหยุดตรุษจีน ′จงมีสติ′ นั้นได้เสนอวัตถุทางใจเหรียญโลหะชุบทอง ′เทพเจ้าไฉ่ซิงเอี้ย′ ในถุงกำมะหยี่ที่ผ่านการปลุกเสกโดยพระคณาจารย์จีนธรรมปัญญาจริยาภรณ์ (เย็นเชี้ยว) เจ้าอาวาสวัดเล่งเน่ยยี่ เยาวราช เพื่อเสริมมงคลตนเองและครอบครัวให้อยู่เย็นเป็นสุข

ว่ากันว่า บรรดาข้าราชการ ทหาร ตำรวจ และเจ้าของกิจการ ต่างนิยมหามาบูชากันมากในขณะนี้

′เทพเจ้าไฉ่ซิงเอี้ย′ถือเป็นเทพชั้นสูงและเป็นเทพเจ้าองค์แรกที่ชาวจีนต้องเซ่นไหว้ก่อนเทพองค์อื่น เป็นเทพที่มีพลานุภาพให้โชคให้ลาภ ความมั่งคั่งร่ำรวย ถึงขั้นยกย่องให้เป็น ′เทพเจ้าแห่งเงินตรา′

นอกจากให้โชคลาภเรื่องเงินทองค้าขายแล้ว ชาวจีนยังเชื่อว่า การขอพรให้ช่วยคุ้มครองลูกหลานที่อยู่แดนไกลให้สำเร็จในเรื่องการศึกษา รวมถึงดลใจให้ลูกหนี้ไม่คิดเบี้ยวหนี้อีกด้วย คนเป็นเจ้าของกิจการจึงนิยมบูชามาก เพราะเป็นเทพที่รวมความศักดิ์สิทธิ์ทั้งปวง

"การไหว้เจ้าไหว้พระ ถือเป็นสิ่งดีทั้งนั้น แต่ที่สุดแล้ว ทุกอย่างเกิดขึ้นจากการกระทำของเรา ฉะนั้นเราต้องหมั่นทำ ความดี รักษาศีล และทำภารกิจที่มีอยู่ให้เต็มที่ แล้วสิ่งดีๆ ก็จะตามมา"

 

ไหว้เจ้าเสริมดวงตามปีเกิด

คนเกิดปีชวด ปะทะชนไท้ส่วยเอี้ย ให้ไปฝากดวงกับไท้ส่วยเอี้ย ที่วัดเล่งเน่ยยี่

คนเกิดปีฉลู ระวังสุขภาพ อุบัติเหตุ ให้ไปไหว้เจ้าแม่กวนอิม ไหว้พระ ที่วัดสุทัศน์

คนเกิดปีขาล มีความก้าวหน้าในทุกเรื่อง ควรไปไหว้หลวงพ่อโต ที่วัดกัลยาณมิตร

คนเกิดปีเถาะ มีไท้ส่วยเอี้ยสถิตบนศีรษะ ควรไปฝากดวงกับไท้ส่วยเอี้ย ที่วัดเล่งเน่ยยี่

คนเกิดปีมะโรง มีดาวมงคล 2 ดวง ควรไปไหว้ ไท้เอี้ยง ที่วัดเล่งเน่ยยี่

คนเกิดปีมะเส็ง มีดาวเอี๊ยะเบ๊ส่อง ควรไปไหว้ ไต่ฮงกง ที่วัดมังกรบุปผาราม

คนเกิดปีมะเมีย ปะทะชนเล็กน้อย ควรไปไหว้ พระที่วัดระฆังฯ

คนเกิดปีมะแม เป็นปีที่ดีมาก ควรไปไหว้พระประธาน ที่วัดอรุณฯ

คนเกิดปีวอก มีดาวมงคล 2 ดวง ควรไปไหว้ศาลหลักเมือง

คนเกิดปีระกา ปะทะชนโดยตรง (ชง) ระวังอุบัติเหตุ สุขภาพ ควรไปไหว้พระ ที่วัดสระเกศ

คนเกิดปีจอ เป็นปีที่ดี ควรไปไหว้พระแก้วมรกต

คนเกิดปีกุน ดาวมงคลส่องน้อย ควรไปไหว้พระ ที่วัดชนะสงคราม

 

 

 

ที่มา : http://www.horoworld.com 

ร่ำรวยโชคลาภด้วยการไหว้ "เทพเจ้า ไฉ่ซิ่งเอี้ย"

ร่ำรวยโชคลาภด้วยการไหว้ "เทพเจ้า ไฉ่ซิ่งเอี้ย"
 

วันตรุษจีน เสริมสิริมงคลให้มั่งมีศรีสุข ร่ำรวยโชคลาภ ด้วยการไหว้รับเทพเจ้าไฉ่ซิ่งเอี้ย หรือเทพเจ้าแห่งโชคลาภ ในเช้ามืดของวันพฤหัสบดี ที่ 3 กุมภาพันธ์ 2554 ปีนี้เทพเจ้าแห่งโชคลาภ เสด็จมาทางทิศเหนือ ตรงกับเวลา 00.01-00.59 น. (ซึ่งฤกษ์วันและเวลา จะเปลี่ยนไปทุกปี ไม่ตรงกัน รวมถึงทิศที่องค์ไท้ส่วยจะเสด็จมาด้วย) เมื่อท่านอัญเชิญองค์เทพเจ้ามาประทับที่บ้าน หรือร้านค้า จะช่วยดลบันดาล ความมั่งมีศรีสุข ร่ำรวยโชคลาภเงินทองไหลมาเทมา เปี่ยมล้นด้วยความสุขสถาพรแด่ท่านและครอบครัวไปตลอดทั้งปี

เครื่องเซ่นไหว้รับเทพเจ้าไฉ่ซิ่งเอี้ย
 

  • รูปภาพหรือรูปปั้นองค์เทพเจ้าไฉ่ซิ่งเอี้ย
  • แจกันดอกไม้สด 1 คู่
  • เทียนแดง 1 คู่
  • กระถางธูป 1 ใบ
  • ธูป 9 ดอก/ท่าน
  • ธูป 3 ดอกใหญ่เป็นประธาน
  • ผลไม้ 5 อย่าง ได้แก่ แอปเปิ้ล กล้วยหอม ส้ม องุ่น สาลี่
  • สาคูแดงต้มสุก 5 ถ้วย
  • ข้าสวย 5 ถ้วย
  • น้ำชา 5 ที่
  • เจไฉ่ 5 อย่าง ได้แก่ เห็ดหอม เห็ดหูหนู ดอกไม้จีน วุ้นเส้นและฟองเต้าหู้
  • ขนมจันอับ 1 จาน

ชุดไหว้กระดาษเงิน กระดาษทอง ได้แก่

  • กงจักร 1 ชุด (บารมี อำนาจ)
  • กุ้ยนั้ง (คนอุปภัมภ์)
  • เทียงเถ้าจี่ 1 ชุด (ขอโชคลาภ ขอพร)
  • กิมเต้าเงิ้ง 2 ชุด (โกยเงิน โกยทอง)
  • ตุ่วกิมอ่วงป้อ 1 ชุด (บุตร-บริวารดี)
  • กิมฮวย 1 คู่ (ไหว้เสร็จแล้วปักที่กระถางธูป)
  • อั้งเทียบ 1 แผ่น (สำหรับเขียนชื่อ-นามสกุล และวันเดือนปีเกิด ของผู้ไหว้)

การประกอบพิธีไหว้เทพเจ้าไฉ่ซิ่งเอี้ย
 

เริ่มตั้งโต๊ะ พร้อมจัดเครื่องเซ่นไหว้ก่อนเวลาที่เทพเจ้าไฉ่ซิ่งเอี้ย จะเสด็จลงมาเล็กน้อย โดยผู้ไหว้ต้องหันหน้าไปทางทิศเหนือ เมื่อได้เวลา จุดธูป กล่าวอัญเชิญ ขอพรและโชคลาภจากท่าน {สำหรับคำกล่าวอัญเชิญเทพเจ้าไฉ่ซิ่งเอี้ย ให้เปล่งเสียงหรืออธิษฐานในใจ กล่าวว่า "วันนีข้าพเจ้า........ ขอเรียนเชิญองค์ไฉ่ซิ่งเอี้ย มารับเครื่องสักการะบูชา ซึ่งมี(กล่าวถึงสิ่งที่ท่านได้จัดเตรียมและนำมาถวาย) และหลังจากองค์ท่านได้รับเครื่องสักการะเหล่านี้แล้ว จงประทานพรให้ครอบครัวของข้าพเจ้าทุกคน จงประสบแต่โชคลาภความสุข และความสำเร็จ สมดังที่มุ่งหวังทุกประการ" (หากท่านมีขอสิ่งใดเป็นพิเศษ ก็ขอต่อไปได้)} เสร็จแล้วนำกระดาษเงินกระดาษทองทั้งหมด เผารวมกับกระดาษอั้งเทียบ จึงจะสัมฤทธิ์ผล นำเครื่องเซ่นไหว้มารับประทานเพื่อเสริมโชคลาภ เสริมสิริมงคล

ไหว้เสริมดวงชะตา แก้ชง ปีเถาะ (กระต่าย) 2554

ในช่วงเริ่มต้นปีใหม่ (ตรุษจีน) ของทุก ๆ ปี ตามประเพณีการไหว้องค์ไท้ส่วย หรือ ไท้ส่วยเอี๊ยเป๋าส่วยกุงเผ่งอัง หรือที่ชาวจีนและชาวไทยเชื้อสายจีน รู้จักกันดีในนามของ "เทพเจ้าผู้คุ้มครองดวงชะตา" เป็นเทพผู้ทรงสิทธฺ์และมีอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิตของผู้คนในแต่ละปี ในรอบ 60 ปีนี้ จะมีเทพเจ้าไท้ส่วยประจำอยู่ในแต่ละปี ซึ่งจะมีชื่อเรียกขานต่าง ๆ กัน รวมกันได้ทั้งสิ้น 60 องค์ ทำหน้าที่รักษาและคุ้มครองดวงปี หรือที่เรียกว่า "เฝ้าปี" ในปีเถาะ 2554 นี้ องค์ไท้ส่วยที่ลงมาสถิตเฝ้าปีนี้มีพระนามว่า "ท่วมเล้งไต่เจียงกุง" โดยเทพเจ้าไท้ส่วยเอี๊ย จะบันดาลความสุข ความทุกข์ ให้เกิดแก่ใครนั้น ก็ขึ้นอยู่กับเมตตาของท่าน หากใครมีเกณฑ์ชะตาที่ดีอยู่แล้วจะได้ดียิ่งขึ้น หากใครมีดวงชะตาที่ไม่ดี ทำอะไรก็มีปัญหาติดขัด อธิฐานของพรจากท่าน ให้ช่วยปัดเป่าทุกข์ภัยให้ ดังนั้นในแต่ละปี จึงมีผู้คนไปกราบไหว้บูชาขอพร ให้อยู่เย็นเป็นสุข มีดวงชะตาที่ดีตลอดทั้งปี ชาวจีนและชาวไทยเชื้อสายจีน จึงมีประเพณีในการไหว้ฝากดวงชะตา เพื่อสะเดาะเคราะห์ต่อเทพเจ้าไท้ส่วยเอี๊ย โดยเฉพาะ สำหรับท่านที่เกิดปีชงกับองค์ไท้ส่วยเอี๊ย ควรไปไหว้องค์ไท้ส่วยเอี๊ย คือท่านที่เกิดปี ดังต่อไปนี้
 

1. ท่านที่เกิดปีระกา (ชงโดยตรงกับปีเถาะ)

2. ท่านที่เกิดปีเถาะ (ทับองค์ไท้ส่วย)

 3. ปีชวดและปีมะเมีย (ปีร่วมชง)

และท่านที่เกิดปีดังกล่าว ห้ามท่านไปเป็นเจ้าภาพงานศพ หรือไปร่วมพิธีงานศพ แต่หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็ห้ามไปไหว้ศพ หรือไปร่วมส่งศพ

เครื่องเซ่นไหว้เทพเจ้าไท้ส่วยเอี๊ย
 

  • เทียนแดง 1 คู่
  • ธูป 3 ดอก/ท่าน
  • หงิ่งเตี๋ย 12 คู่
  • ตั่วกิม 12 แผ่น (กระดาษทอง)
  • ทุกหลั่งจี๊ 12 แผ่น
  • เป๋าอุ่งจี๊ 12 แผ่น
  • เผ่งอังจี๊ 12 แผ่น
  • อั่งเถียบ (กระดาษแดง) 1 แผ่น
  • ขนมจันอับ 1 จาน
  • ส้ม 4 ผล 1 จาน

การประกอบพิธีไหว้เทพเจ้าไท้ส่วยเอี๊ย

1. นำกระดาษแดงเขียน ชื่อ นามสกุล วัน เดือน ปี เกิด (เวลาตกฟาก) วางบนกระดาษไหว้ ใช้เชือกแดงมัดไว้
2. จัดส้ม และขนมจันอับ ใส่จาน จัดวางต่อหน้าองค์เทพเจ้าไท้ส่วยเอี๊ย
3. จุดเทียนแดง ปักไว้ข้าง ๆ กระถาง จากนั้นจุดธูป 3 ดอก
4. ถ้าเป็นของตนเอง ให้หยิบชุดสะเดาะเคราะห์ที่เตรียมไว้ในข้อ 1 ปัดตั้งแต่ศีรษะลงมาจนสุดแขน 12 ครั้ง (หมายเหตุ ถ้าท่านไปไหว้แทนบุคคลอื่น ก็ไม่ต้องทำพิธีปัดตัว แต่ให้กระทำโดยปัดเสื้อของบุคคลนั้นแทน)
5. นำชุดสะเดาะเคราะห์วางลงในกล่องรับฝากที่ทางวัดจัดไว้ให้ ก็เป็นอันเสร็จพิธี ของเซ่นไหว้ต่าง ๆ ถวายให้วัด ไม่ต้องนำกลับมาบ้านหรือรับประทาน

 
อาตี๋ อาหมายอย่าลืมเอาไปใช้กันนะ Kiss
 
 
ที่มา : http://www.yesspathailand.com 

ของไหว้เสริมสิริมงคล

 

วันตรุษจีน หรือวันขึ้นปีใหม่ของชาวจีน (Chinese New Year's Day)

ปีนี้ตรงกับวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2554 (แรม 15 ค่ำ เดือน 2)

ถือเป็นเทศกาลสำคัญที่สุดของชาวจีน โดยแบ่งเป็น 3 วัน คือ

วันจ่าย (1 กุมภาพันธ์ 2554) 

คือวันซื้อข้าวของเตรียมการสำหรับวันตรุษจีน

วันไหว้ (2 กุมภาพันธ์ 2554) 
 

ช่วงเช้า ไหว้เจ้าที่
ช่วงสาย ไม่เกินเที่ยงวัน เป็นการไหว้บรรพบุรุษ รวมทั้งการเผากระดาษเงิน กระดาษทอง
ช่วงกลางคืน ไหว้เทพเจ้าไฉ่ซิ่งเอี๊ย (เทพเจ้าแห่งโชคลาภ) เพื่อขอพรให้มั่งคั่งร่ำรวยยิ่ง ๆ ขึ้นไป

วันถือ (3 กุมภาพันธ์2554) 

คือวันขึ้นปีใหม่ มีการปิดกระดาษตัวหนังสือคำมงคล เพื่ออวยพร รวมทั้งการมอบเงินทองใส่ซองสีแดงมาแจกเป็นอั่งเปา เพื่อให้ลูกหลานที่ได้รับประสบความสำเร็จรุ่งเรืองในปีใหม่



 

เครื่องเรื่องเซ่นไหว้ในเทศกาลตรุษจีน

ชุดเซ่นไหว้เจ้าที่เทพยดา ประกอบด้วย

  • ชุดไหว้ของคาว (โหงวแซ หรือซาแซ)
  • ชุดไหว้ของหวาน (โหงวเปีย หรือซาเปีย)
  • ชุดไหว้ผลไม้มงคล (โหงวก้วย หรือซาก้วย)
  • ชุดกระดาษเงิน กระดาษทอง สำหรับเซ่นไหว้เจ้าที่และเทพยดา

 

ชุดเซ่นไหว้บรรพบุรุษ ประกอบด้วย

  • ชุดไหว้ของคาว (โหงวแซ หรือซาแซ)
  • ชุดไหว้ของหวาน (โหงวเปีย หรือซาเปีย)
  • ชุดไหว้ผลไม้มงคล (โหงวก้วย หรือซาก้วย)
  • อาหารที่บรรพบุรุษชอบ อาหารหรือขนมที่มีลักษณะเป็นน้ำชามหรือข้าวสวย น้ำชา
  • ชุดกระดาษเงิน กระดาษทอง สำหรับเซ่นไหว้บรรพบุรุษ

 

การจัดชุดเซ่นไหว้ ขึ้นอยู่กับผู้ไหว้ ซึ่งนิยมจัดชุดเซ่นไหว้ ให้ลงท้ายด้วยเลข 5 หรือเลข 3

ชุดเซ่นไหว้อาหารคาว 5 อย่าง (โหงวแซ)
ได้แก่ หมู ไก่ เป็ด ปลา และกุ้งมังกร (หรือปลาหมึกแห้ง)

ชุดเซ่นไหว้อาหารคาว 3 อย่าง (ซาแซ)
ได้แก่ หมู ไก่ และเป็ด

ชุดเซ่นไหว้ขนมหวาน 5 อย่าง (โหงวเปีย)
ได้แก่ ขนมเทียน ขนมแข่ง ซาลาเปาไส้หวาน ขนมถ้วยฟูและขนมจันอับ

ชุดเซ่นไหว้ขนมหวาน 3 อย่าง (ซาเปีย)
ได้แก่ ขนมเทียน ขนมแข่งและขนมจันอับ

ชุดเซ่นไหว้ผลไม้มงคล 5 อย่าง (โหงวก้วย)
ได้แก่ ส้ม องุ่น สับปะรด กล้วยหอมและแอปเปิ้ล

ชุดเซ่นไหว้ผลไม้มงคล 3 อย่าง (ซาก้วย)
ได้แก่ ส้ม องุ่นและกล้วยหอม

ความหมายของ ชุดเซ่นไหว้อาหารคาว
 

หมู หมายถึง ความมั่งคั่ง กินดีอยู่ดี หัวหมูเป็นสัญลักษณ์แห่งสมองและปัญญา
ไก่ หมายถึง ความขยันขันแข็ง เจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงาน
เป็ด หมายถึง ความสะอาด สิ่งบริสุทธิ์
ปลา หมายถึง ความสมบูรณ์ เหลือกิน เหลือใช้
กุ้งมังกร (ปลาหมึก) หมายถึง การมีอำนาจวาสนา

ความหมายของ ชุดเซ่นไหว้ขนมหวาน
 

ขนมเทียน หมายถึง ความราบรื่น
ขนมแข่ง หมายถึง ความหวานชื่น ราบรื่นในชีวิต
ซาลาเปา หมายถึง การห่อไว้ แล้วแต่จะเป็นไส้อะไร เช่น ไส้หวาน ความหวานของชีวิต เป็นต้น
ขนมถ้วยฟู หมายถึง ความเจริญงอกงาม
ขนมจันอับ หมายถึง ความเจริญงอกงาม อันประกอบด้วย ถั่วตัด งาตัด ถั่วเคลือบและข้าวพอง
ฟักเชื่อม หมายถึง ความร่ำรวย ความหวานของชีวิต

ความหมายของ ชุดเซ่นไหว้ผลไม้
 

ส้ม หมายถึง ความโชดดี ความกลมเกลียว
องุ่น หมายถึง ความงอกงาม
สับปะรด หมายถึง การมีสิ่งมงคลเข้ามาหา
กล้วยหอม หมายถึง การมีลูกหลานสืบสกุล
แอปเปิ้ล หมายถึง การมีโชคลาภ เพิ่มพูนตลอดไป

กระดาษเซ่นไหว้หรือกระดาษเงิน กระดาษทอง
 

การเผากระดาษไหว้ เป็นขั้นตอนสุดท้ายในการไหว้เจ้าของชาวจีน เพื่อบันดาลให้ผู้ไหว้อยู่เย็นเป็นสุข มีเงินทองโชคลาภ และยังเป็นการส่งความกตัญญูสู่บรรพบุรุษอีกด้วย

 
 
ที่มา : http://www.yesspathailand.com